Medieval Age ♛ ยุคกลางแห่งดินแดนยุโรป

พัฒนาการของยุโรปในสมัยยุคกลาง

ยุคกลางอันรุ่งเรือง(The High Middle Age: ประมาณ ค.ศ. 1050 - 1270)
 
     สมัยนี้เป็นสมัยที่ศาสนจักรมีอำนาจมากถึงขีดสุด จึงมักเป็นที่รู้จักกันในนาม “สมัยแห่งความศรัทธา” (Age of Faith) คริสต์ศาสนาขยายตัวอย่างรวดเร็วและมีบทบาทสำคัญต่อวิถีชีวิตของผู้คนจำนวน มาก ทั้งนี้เพราะในช่วงที่จักรวรรดิโรมันเสื่อมลงนั้นประชาชนพบเห็นแต่ความ วุ่นวาย ความเสื่อมของสังคมและวัฒนธรรม บรรดาผู้ที่ปรารถนาที่จะหลีกเลี่ยงสภาพดังกล่าวพบว่า คริสต์ศาสนาสามารถตอบสนองความปรารถนาทางจิตใจของตน
 
     สถาบันคริสต์ศาสนาเรียกว่า ศาสนจักร (Church) มีสันตปาปา (Pope) เป็นประมุขสูงสุด ศาสนจักรทำหน้าที่รักษาอารยธรรมโรมันไว้จึงเป็นศูนย์กลางแห่งความเจริญก้าว หน้าทางศิลปะ และวิทยาการแขนงต่างๆ การเผยแพร่ขยายคริสต์ศาสนาโดยผ่านทางการฟื้นฟูทางการศึกษา
 
     ยุคนี้ยังเป็นสมัยแห่งการแข่งขันกันระหว่างศาสนจักรและอาณาจักร พัฒนาการแห่งอำนาจกษัตริย์ในฝรั่งเศส และ อังกฤษ นอร์แมน สงครามครูเสด การแพร่ขยายคริสต์ศาสนาไปสู่แดนสลาวิก ไปภาคตะวันออก และเข้าสู่เขตมอสเล็มสเปน ความรุ่งเรืองของศาสนจักรอย่างสูงสุด พัฒนาการของศาสนจักรถึงขั้นสุดยอด เป็นสถาบันสากลที่แข็งแกร่งที่สุด การฟื้นฟูทางการศึกษา กำเนิดมหาวิทยาลัยเป็นสมัยที่มีชีวิตชีวาและเป็นสมัยที่มีการเคลื่อนไหวไม่ อยู่นิ่ง ที่สำคัญที่สุดก็คือ นับเป็นสมัยที่เรียกว่า “Repubica Christiana” ซึ่งยุโรปตะวันตกรวมตัวกันเป็นเสมือนสมาชิกแห่ง “เครือจักรภพคริสเตียนรวม” (the Commonwealth of united Christendom)
 
     ในด้านเศรษฐกิจการผลิตได้มีการนำเทคนิคใหม่ๆ เข้ามาช่วยทำนาให้ได้ผลผลิตมากขึ้น เช่น คันไถขนาดใหญ่ที่ใช้ม้าลาก กังหันลมแทนกังหันน้ำ การค้าขายได้เริ่มขึ้นมาอย่างช้าๆ ช่วงแรกพวกชาวนาต้องเผชิญกับการเพาะปลูกไม่ได้ผล ทำให้ความอดอยาก การค้าไม่สู้จะเจริญนักแต่ต่อมาเมื่อภัยต่างๆ ลดน้อยลง การค้าระหว่างแมนเนอร์และระหว่างเมืองก็ได้เจริญขึ้นมาตามลำดับ
     ในระยะต่อมาการค้าขายและการเริ่มต้นทำอุตสาหกรรมมีส่วนทำให้เมืองต่างๆ เจริญขึ้น เมืองเก่าแก่อย่างเช่น ลอนดอนได้เฟื่องฟูขึ้นมาอีกครั้ง ได้เกิดการสร้างเมืองใหญ่ล้อมรอบแมนเนอร์ เพื่อใช้เป็นที่ค้าขายและป้องกันภัยจากข้าศึกในเวลาเดียวกัน ชนชั้นกลาง (Bourgeois) หรือพวกพ่อค้ามีฐานะในสังคมดีขึ้น ความเฟื่องฟูของเมืองเป็นการดึงดูดคนจากชนบทให้มาสู่ตัวเมืองมากขึ้น พวกพ่อค้าในเมืองต่างมารวมกันจัดตั้งสมาคมกิลด์ (Guild) ขึ้นสำหรับสมาคมกิลด์ชาวเมืองทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเป็นสมาชิกได้ โดยการเสียค่า ธรรมเนียมการเข้าเป็นสมาชิก โดยกิลด์จะมีการขอพระบรมราชานุญาติจากพระมหากษัตริย์เพื่อให้ได้สิทธิอำนาจในอาณาเขตที่ขอไว้ โดยภายในเขตนี้เจ้าหน้าที่รัฐกลางจะไม่มีสิทธิเข้าไปเกี่ยวข้อง พ่อค้าเหล่านี้มีสิทธิซื้อขายได้ตลอดเวลา โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมให้ใคร พ่อค้าต่างถิ่นต้องเสียค่าธรรมเนียมให้แก่กิลด์ นอกจากนี้กิลด์ทำให้การค้าขายปลอดภัยจากโจรผู้ร้าย และไว้เป็นการต่อรองกับพวกขุนนางในแมนเนอร์อื่นๆ ซึ่งมักจะรับฝากสินค้า หรือคิดค่าขนของผ่านทางในราคาสูงๆ

     นอกจากนี้มีการส่งเสริมด้านการค้าขายด้วยการจัดตลาดนัดเพื่อเป็นศูนย์กลาง สำคัญที่พ่อค้าจากถิ่นต่างๆ ได้มาชุมนุมแลกเปลี่ยนซื้อขายกัน เมื่อพ่อค้าจากต่างถิ่นได้มาทำการแลกเปลี่ยนสินค้า ณ ที่ตลาดนัด ก็เท่ากับเป็นการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศด้วย ตลาดนัดนี้บางเมืองอาจมีขึ้นอาทิตย์ละครั้ง หากเป็นตลาดซื้อขายธรรมดาแล้วอาจมีขึ้นทุกวัน แต่ยังมีตลาดอีกชนิดหนึ่งซึ่งเรียกว่า “Fairs” จะมีขึ้นในเมืองสำคัญ และนานๆ มีสักครั้ง

    ในยุคกลางแห่งสมัยกลาง (High Middle Age) นี้ เป็นยุคแห่งผลของการปรับปรุงแก้ไขในยุคแรก มีความเจริญทั้งในด้านศิลปรรม วรรณคดี ปรัชญา แต่ก็น่าเสียดายที่ความเจริญนั้นเกิดขัดแย้งกันเองอันนำไปสู่ความสับสนอีกครั้งหนึ่งจัดเป็นสมัยกลางตอนปลาย (Later Middle Age)
 
 
 
 


Comment



View Desktop Version

Hot Vote

กรุณา Login เข้าสู่ระบบก่อนทำการโหวตค่ะ

Report

กรุณา Login เข้าสู่ระบบก่อนทำการ report ค่ะ